Review: A Long Way Down (เป็นอันตกลง) Nick Hornby (9/10)

(ชอบปกมาก)

ผู้เขียน Nick Hornby

ผู้แปล จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

สนพ. มาร์ส สเปซ 
พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011)
289 หน้า
ISBN: 978-616-70-7406-1
 

                ถ้าใครสนิทๆ กันหรือติดตามกันในเฟสบุค จะพบว่ามีช่วงนึงหลังงานหนังสือ (มี.ค. 55) ที่เราบ่นแบบโมโหจัดๆ เลยว่าซื้อหนังสือมาแต่หน้าสลับกันทั้งเล่ม ใช่แล้ว มันคือหนังสือเรื่องนี้แหละ

                ปกติไม่ได้อ่านแนวนี้ ไม่รู้จักนิค ฮอร์นบี้ และไม่รู้เท้าความกลับไปประมาณปีสองปีที่แล้ว เรารู้จักหนังสือเรื่องนี้จากบล็อคหนึ่ง (ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าบล็อคไหน) อ่านที่เขารีวิวแบบสั้นๆ แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย พล็อตมันใช่มาก เรื่องมีอยู่ว่า...มีคนอยู่สี่คน ได้แก่ มาร์ค มัวรีน เจส และ เจเจ เป็นพวกมีปัญหาชีวิต (หรืออย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองมี) ด้วยกันทั้งหมด ไม่รู้จักกันมาก่อน และต่างก็ตั้งใจจะไปฆ่าตัวตายในวันสิ้นปี บนตึกคนโดดที่เป็นสถานที่ฆ่าตัวตายยอดฮิตนั่น พวกเขาได้เจอกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ (และไม่ต้องการด้วย) เกิดเรื่องราวฉุกละหุกนิดหน่อย เลยเกิดมิตรภาพประหลาดๆ ตามมาในเวลาต่อมา

                แค่อ่านแค่นี้แหละ เรารู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้จะต้องเป็นเล่มหนึ่งซึ่งเราชอบแน่ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสไปหามาอ่านซะที จนกระทั่งเจอที่งานหนังสือล่าสุดที่ผ่านมา ทันทีที่เห็น เราตัดสินใจโยนหนังสืออะไรก็ไม่รู้ในมือทิ้งไป เพื่อให้มีเงินพอซื้อเล่มนี้เลยทีเดียว และแม้ว่ากลับมาแล้วจะพบว่าหน้าสลับกัน เราก็ทนอ่านจนจบจนได้อ่ะ ฮ่าๆ จริงๆ มีหน้าหายด้วย ต้องไปอ่านเอาใน e-book ภาคภาษาอังกฤษ (โหลดมาแบบฟรีๆ และเถื่อนๆ ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง) ที่ไม่อ่านภาคอังกฤษตั้งแต่แรกเพราะรู้สึกว่าประโยคซับซ้อน อ่านยาก และภาษาอังกฤษระดับเราอ่านแล้วคงไม่เข้าถึงเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่เสียใจเลยนะ เพราะเวอร์ชั่นภาษาไทยก็แปลได้สะใจดีทีเดียวเชียว

                เรื่องดำเนินโดยใช้บุรุษที่ 1 บรรยายเกือบทั้งเรื่อง แต่เป็น first person point of view ที่อ่านแล้วไม่บล็อคความรู้สึกของตัวละครตัวอื่นเพราะว่าเป็นแบบให้ตัวละครหลักทั้งสี่ตัวผลัดกันเล่า ซึ่งแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัยที่ต่างกันอย่างชัดเจนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน ไอ้แก่หน้าจิ๋ม (<ไม่ใช่ภาษาเรานะ เอามาจากเนื้อเรื่อง) มัวรีน ป้าแก่ๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอแต่ก็เข้มแข็งมากจนน่าประหลาดใจ เจส วัยรุ่นที่การมีอยู่ของหล่อนนั่นแหละคือปัญหา หรือเจเจ เด็กแนวอินดี้ไปโลกหน้า

                ในบรรดาตัวละครทั้งสี่ เราชอบทุกตัวเลยนะ และถ้าให้วิเคราะห์ มีความรู้สึกว่ามาร์ตินเป็นตัวละครที่เหมือนมนุษย์ปกติมากที่สุด (<แต่มันก็ปากจัดสุดเช่นกัน) แต่ที่เราชอบที่สุดคือเจเจ เจเจเป็นเด็กแนวแบบ แนวมาก แนวจริงจัง มีความรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของมาร์ติน กับเจส (เด็กผู้หญิงปากหมา และบ้าไม่เบา) ชอบเขานะ คิดว่าถ้าเป็นนิยายรัก เขาต้องเป็นพระเอกที่โรแมนติกแน่ๆ (แต่นี่ไม่ใช่นิยายรัก)

                นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายจิกกัดสังคมแบบเจ็บแสบ คำหยาบเยอะมาก และไม่ได้ดูน่าเกลียด มันฮา และรู้สึกว่าเสียดสีสังคมได้ดี ชอบสำนวนของผู้แปลมาก เขาสามารถแปลงคำหยาบของฝรั่งเทียบออกมาได้ตรงกับคำหยาบไทยดีกว่านักแปลไหนๆ ที่เราเคยอ่านมาทุกคนเลยนะ ชอบชื่อเรื่องที่เขาตั้งด้วย “เป็นอันตกลง” ตีได้หลายความหมายดี ปกติไม่ค่อยชอบหนังสือเวอร์ชั่นแปลไทยเลยนะ แต่ชอบเรื่องนี้มากกว่าของภาคภาษาอังกฤษอีก (แม้ว่าที่ซื้อมาหน้าจะสลับกันไปหมดเลยก็ตาม...แต่เรื่องนี้คงต้องโทษสำนักพิมพ์แหละเนอะ)

                มุมมองของนิยายเรื่องนี้ต่อการฆ่าตัวตายเป็นมุมมองที่เราชอบ มันกลางๆ ไม่มีใครบอกว่ามันแย่ คนฆ่าตัวตายแม่งโง่ so stupid แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องดี ไม่พูดด้วยว่าสังคมของเราแม่งห่วยแตกจนสมควรตายเพื่อหนีไปให้พ้นๆ เสีย แต่ก็ไม่ได้บอกออกมาดังๆ เช่นกันว่าทุกคนควรจะสู้กับปัญหาของตัวเองและรอดไปให้ได้ เราก็ไม่รู้นะว่าหนังสือเล่มนี้มันสื่ออะไร แต่อ่านแล้วเราชอบจริงๆ มีหลายช่วงที่หัวเราะออกมาเสียงดังทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่าขำ คนเขียนไม่ได้ใช้มุกตลกอะไรทั้งนั้น มีแค่พล็อตมันส์ๆ กับสำนวนแสบๆ มีหลายคำมากจริงๆ ที่เราชอบ เช่น

                “ผมเพิ่งอ่าน เรฟโวลูชั่นนารี โร้ด ของ ริชาร์ด เยตส์จบ แม่งเป็นนิยายที่โคตรเจ๋ง ผมถึงกับตั้งใจจะโดดตึกไปพร้อมกับเล่มนี้แหละ…เพราะผมเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่ทำให้คนมาอ่านหนังสือเล่มนี้เยอะขึ้น” เจเจ

                แรงป่ะล่ะ สะใจมาก ใครที่รู้สึกว่าชีวิตขาดสีสัน เบื่อหน่าย อยากเจออะไรมันส์ๆ อ่านนิยายเรื่องนี้คงสาแก่ใจดีทีเดียว

                ให้คะแนน 9/10 เลย ไม่รู้จะหักอะไร แต่ขอกั๊กไว้หนึ่งคะแนน

                ป.ล. หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้จบ เราก็เป็นคนหยาบคายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฮ่าๆ ไม่ได้จะโทษหนังสือนะ แต่เห็นผลจริงๆ

                ป.ล.2 เรื่องนี้ป๋า จอห์นนี่ เดปป์แกซื้อไปทำหนังด้วยนะ แต่กำลังดองอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เมื่อกันกว่าป๋าแกจะทำ ฮ่าๆ

Comment

Comment:

Tweet