Matched, Crossed, Reached
ผู้แต่ง: Ally Condie
 
คุณจะทำอย่างไร...เมื่อวิทยาการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต คุณที่คุณรัก งานที่คุณทำ แม้กระทั่งวันที่คุณตาย
(เอามาจากคำโปรยเวอร์ชั่นภาษาไทยค่ะ) 
 
 
ช่วงหลังๆ มานี้ เรารู้สึกว่าเราวนเวียนอยู่กับนิยายแนว Dystopian เยอะจัง เหมือนกับว่ามันกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการนิยาย (หรือไม่ก็เราหยิบแต่เรื่องแนวๆ นี้มาอ่านเอง) ซึ่งก็แปลกดีนะ ที่ทั้งหมดจะพูดถึงสังคมแนวๆ สังคมนิยมไม่ก็คอมมิวนิสต์ โดยที่คนแต่งเป็นอเมริกัน ผู้ที่อยู่ในประเทศที่ความคิดเสรีสุดๆ ห่างไกลจากคอมมิวนิสต์แบบสุดขั้วไปเลยล่ะจ้ะ
 
อ๊ะ ไม่ได้จะเขียนเกี่ยวกับการเมืองอะไรเลยนะ หึๆๆๆๆ
 
เข้าเรื่องค่ะ
 
Matched Trilogy เป็นนิยายแนวดิสโทเปียอย่างที่บอกไป มีสามเล่มด้วยกันเริ่มจาก Matched, Crossed และเล่มสุดท้าย Reached ซึ่งจะเล่าถึงโลกหลังจากที่เกิดภัยพิบัติ (ในหนังสือคือ The Warming แหม มันช่างเข้ากับบรรยากาศวันสิ้นโลกตอนช่วงนี้จริงๆFoot in mouth) และการโหวตของประชาชนในยุคก่อนที่ทำให้เกิดระบบ Society (ประชาคม) ขึ้นมา ซึ่งระบบนี้จะทำให้ทุกอย่างในชีวิตถูกลิขิตไปหมด ด้วยการคำนวนออกมาอย่างดีแล้วว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด มนุษย์ทุกคนจะถูกบันทึกข้อมูลไว้ตั้งแต่เกิด เพื่อคำนวนว่าควรจะกินอะไรประมาณเท่าไหร่ ไปเรียนที่ไหน หรือแม้กระทั่งจับคู่กับใคร ซึ่งเรื่องมันเริ่มตรงนี้แหละ เมื่อตัวเอก แคสเซีย เรเยส ได้เข้าร่วมการจับคู่ แล้วบังเอิญได้คู่กับเพื่อนสนิทตัวเองอย่างแซนเดอร์ แคโรว ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีนะ เพราะแซนเดอร์ทั้งหล่อและฉลาด (ว่าที่คุณหมอ แอร๊ย) แต่บังเอิญว่าเธอดันกลับไปดูข้อมูลดีๆแล้วพบว่า ขณะที่เธอถูกระบบจับคู่ให้นั้น มีใบหน้าของใครอีกคนโผล่มา นั้นก็คือ ไค มาร์กแฮรม (ไม่รู้สะกดภาษาไทยถูกมั้ย คนนี้ก็ชอบ แอร๊ย) ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย เพราะไคไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมพิธีจับคู่ การค้นพบนั้นทำให้จิตใจและมุมมองต่อ society ของแคสเซียเริ่มเปลี่ยนแปลง และเกิดเรื่องราวตามมาในที่สุด
 
 
 
(ตัวอย่าง "หนังสือ" จากสำนักพิมพ์ค่ะ เก๋ไก๋มาก)
 
จริงๆ แล้ว เราซื้อเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซื้อมาพร้อมๆ กับ The Hunger Games เลยนะ แต่ด้วยอะไรหลายๆ
อย่างทำให้เราอ่าน Matched ได้ช้ากว่ามากทีเดียว
 
อย่างแรกคือ เราไม่ชอบเล่มแรกเท่าไหร่เลย การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า ซึ่งโดยปกติเราเป็นคนอ่านนิยายแนวช้าๆ ได้นะ ก็แปลกเหมือนกัน (แต่ในความช้านั้นคือการปูทางสู่เนือเรื่องในภาคอื่นๆ)
 
อย่างที่สองคือแคสเซียซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง มีนิสัยที่ทำให้เรารู้สึกคันๆ ในใจอยู่ตลอดเวลา จนคิดไปว่านี่คงเป็นตัวเอกในนิยายดีสโทเปียที่อ่อนแอเพยาะแหยะที่สุดเท่าที่เราเคยอ่านมาแล้วมั้ง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนเขียนนะ เราว่าคนเขียนทำได้ดีด้วยซ้ำ เพราะว่าการเติบโตมาในสังคมที่ทุกอย่างถูกประเคนมาให้อย่างนั้น เป็นคนแบบนี้ก็ถูกแล้วล่ะ แต่ตอนหลังเราก็เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับแคสเซียนะ เพราะตอนท้ายๆ เล่ม1 เธอได้ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่ายัยคนนี้ไม่ใช่คนเหยาะแหยะอย่างที่คิดเลย O_O! (ซึ่งจะเป็นอะไรนั้น ลองไปอ่านดูจ้ะ)
 
อย่างสุดท้าย ตอนแรกเราเชียร์แซนเดอร์มากๆๆๆๆๆ จนไม่ชอบเลยที่นางเอกจะเอนเอียงไปทางไค (ส่วนตัวมาก Foot in mouth) แต่ตอนหลังเราก็เชียร์ทั้งคู่นะ แบบว่าตัวละครทั้งสองคนมีดีกันคนละแบบ อิๆ
 
ส่วนภาค 2 กับ ภาค 3 นั้น เราค่อนข้างชอบตลอดเรื่องเลย มันจะมีช่วงที่อ่านแบบวางไม่ลงอยู่หลายช่วง ผิดกับเล่ม 1 เห็นๆ จนเรารู้สึกว่า นี่ถ้าเราทนอ่านเล่ม 1 ไม่จบนี่คือพลาดเลยนะเนี่ย 5555 อาจจะเพราะเล่ม 2-3 มีการเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องด้วยนะ
 
แต่ถ้าใครอ่านแล้วชอบสไตล์แบบเล่มแรก มาอ่านเล่ม 2-3 อาจจะคิดว่า อ้าว นี่แกหลอกชั้นมาอ่าน The Hunger Games เรอะ! 5555
 
(ปกเวอร์ชั่นภาษาไทย)
 
ก็ลองติดตามดูว่าแคสเซียจะแก้ปัญหายังไง จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบ Society และโน่นและนี่ เรื่องนี้มีเวอร์ชั่นแปลไทยแล้วด้วยนะ รู้สึกว่าเล่มแรกจะเพิ่งออกมาเดือนที่แล้วนี่เอง ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า Matched ภารกิจลิขิตชะตา พิมพ์อยู่ในหมวด Spell ของแพรวค่ะ (ไม่ชอบชื่อภาษาไทยเลย ดูกุ๊กกิ๊กครุคริสุดๆ Foot in mouth) การันตีฝีมือการแปลโดยลมตะวัน นักแปลชื่อดังที่เคยแปลเพอร์ซี่ แจ็คสันมาแล้วนั่นเองงง เท่าที่อ่านตัวอย่างเวอร์ชั่นภาษาไทยดู เราชอบที่เค้าแปลนะ ช่างเลือกคำได้ดีมาก อย่างคำว่า Society เนี่ย แปลว่าประชาคม คิดได้ยังไง ขอกราบบบ มันเหมาะเจาะพอดีเป๊ะเด๊ะเลย ชอบมาก (ตอนอ่านแอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะแปลว่าอะไร ระบบสังคม? แปลกๆ แฮะๆ) แต่นามสกุลนางเอกอ่านว่าเรเอสนะ Foot in mouth 
 
สรุปว่าให้ 8/10 จ้า
 
ป.ล. ดิสนีย์ได้ซื้อเรื่องนี้ไปเป็นทำหนังแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เล่มแรกออกมาค่ะ (2010) โดยประมูลชนะ Paramount Picture ไป (จริงๆ เราว่าparamountเหมาะกับเรื่องนี้มากกว่านะ) ก็รอดูเนอะว่าจะออกมายังไง ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทำค่ะ (สารภาพ เราจิ้นแซนเดอร์เป็น Alexander Ludwig ตั้งแต่ฉากแรกที่ผู้เขียนบรรยายเลย เอาคนนี้มาเล่นนะดิสนีย์นะ จุ๊บ)
ป.ล.2 ตอนเราอ่านสิ่งที่แวบอยู่ในหัวเราคือ The Hunger Games และ The Host ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าก๊อบอะไรกันหรอกนะ แค่นึกถึงน่ะค่ะ
ป.ล.3 มีบางช่วงเรานึกเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ด้วย เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นล่ะนะ ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่สูญเสียมากกว่า และโหดร้ายกว่า
 
สปอลย์เล็กน้อย:
ชอบคอนเซปต์ของpilotที่เป็นผู้นำการปฏิวัติและคำพูดประมาณว่าให้เชื่อในpilot มันให้ความรู้สึกว่าใช่ การปลุกระดมมวลชนต้องมีแกนนำ มีจุดยึดเหนี่ยวแบบนี้แหละ ฮึ่มๆ/ ไม่ชอบที่เหตุการณ์บางอย่างดูจับวางเกินไป แต่ไม่เยอะหรอก/ ไม่เข้าใจทำไมพระเอกทั้งสองคนถึงไปรักยัยนางเอกได้เนี่ย ไม่ใช่นางเอกไม่ดีนะ แต่นางไม่ได้ทำอะไรเล้ย 555 (อคติเล็กน้อย) /เรื่องการปล่อยไวรัสออกมาดูคลุมเครือไปหน่อย (ไม่แน่ใจว่าอ่านข้ามมั้ย แล้วตกลงจนจบเรื่องเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า the enemy คือใครกันแน่ แต่ชอบการล้างสมองของตัวละครว่าโลกนี้มีแค่พวกเราเนี่ยแหละ ไม่มีดินแดนอื่นแล้ว นี่มันเกาหลีเหนือ อุ๊บส์ คอมมิวนิสต์สุดๆ เลย

edit @ 20 Dec 2012 22:10:11 by Oh_nana

Comment

Comment:

Tweet